กลายเป็นประเด็นร้อนท่ามกลางเหตุป่วนครั้งใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลัง มูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ บุคคลที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชาติ โพสต์กล่าวอ้างว่า มีเฮลิคอปเตอร์กราด ย. ใส่ประชาชนในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส จนได้รับบาดเจ็บ 5 ราย
โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เกิดเหตุสร้างสถานการณ์กระจายทั่วปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก่อนที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะสรุปสถานการณ์รวม 51 เหตุการณ์
มูฮัมหมัดรุสดีโพสต์ข้อความว่า
«“ได้รับแจ้งว่า เวลาประมาณ 21.00 น. มีชาวบ้านถูกเฮลิคอปเตอร์กราด ย.ใส่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ได้รับบาดเจ็บ 5 คน ผู้นำท้องถิ่นเร่งส่งตัวไปโรงพยาบาล ใครอยู่ในพื้นที่หรืออยู่ในเหตุการณ์แจ้งข้อมูลมาหน่อยครับ”»
จุดที่ต้องจับตาคือ เจ้าตัวเริ่มต้นด้วยคำว่า “ได้รับแจ้งว่า” และยังขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ช่วยยืนยันข้อมูล แสดงว่าอย่างน้อยในช่วงที่โพสต์ข้อความแรก ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
แต่ข้อกล่าวอ้างเรื่อง ฮ.กราด ย.ประชาชน ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป เพราะเฮลิคอปเตอร์ในบริบทของปฏิบัติการความมั่นคงย่อมทำให้สังคมเชื่อมโยงไปถึงฝ่ายรัฐ ขณะที่ในคืนเดียวกันกำลังเกิดเหตุป่วนมากถึง 51 เหตุการณ์ใน 3 จังหวัด
จึงเกิดคำถามว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีหลักฐานยืนยันหรือไม่ และกำลังทำให้สังคมสับสนว่าใครเป็นผู้สร้างความรุนแรงในพื้นที่หรือไม่
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ยังไม่พบหลักฐานอิสระเพียงพอที่จะยืนยันเป็นข้อเท็จจริงว่า ฮ.ของฝ่ายรัฐกราด ย. ใส่ประชาชนจนบาดเจ็บ 5 รายตามที่กล่าวอ้าง
เรื่องนี้จึงต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ทั้งตัวผู้บาดเจ็บ เวชระเบียน พยานในพื้นที่ ตำแหน่งและเส้นทางบิน ตลอดจนบันทึกการปฏิบัติภารกิจของอากาศยานในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวอ้าง
และหากตรวจสอบในภายหลังพบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ประเด็นทางกฎหมายก็อาจเกิดขึ้นทันที
โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 หากพิสูจน์ได้ว่ามีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน รวมถึงกรณีส่งต่อข้อมูลดังกล่าวทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเข้าข่ายตามกฎหมาย ผู้กระทำอาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม การที่ข้อมูลภายหลังพิสูจน์ว่า “ไม่จริง” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดตามมาตรานี้โดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่และศาลยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น โดยเฉพาะเจตนา ลักษณะของข้อมูล และผลกระทบที่เกิดขึ้น
ยิ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ชายแดนใต้กำลังเผชิญเหตุป่วนพร้อมกันหลายสิบเหตุการณ์ ข้อกล่าวหาว่าอากาศยานฝ่ายรัฐลั่นไกใส่ประชาชนยิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากเป็นข้อมูลเท็จและถูกเผยแพร่ออกไปโดยเจตนา ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงชื่อเสียงของหน่วยงาน แต่สามารถสร้างความหวาดระแวง ความโกรธแค้น และกระทบต่อการรับรู้สถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ได้
ในทางกลับกัน หากมีหลักฐานยืนยันว่า ฮ.ของฝ่ายรัฐลั่นไกใส่ประชาชนจริง รัฐก็มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรตัดสินกันด้วยโพสต์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยหลักฐานว่า—
คืนวันที่ 22 สิงหาคม ที่ อ.จะแนะ เกิดอะไรขึ้นจริง?
และหากข้อกล่าวหาร้ายแรงนี้ไม่เป็นความจริง ใครเป็นผู้สร้างข้อมูล ใครเป็นผู้เผยแพร่ทั้งที่รู้ว่าเป็นเท็จ และเข้าข่ายต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่?
#NEWS1 รายงาน