ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลตั้งแต่ 24 ส.ค.นี้ วางกลไกนิรโทษกรรมคดีจากความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปี 2548-2568 ตั้งคณะกรรมการชี้ขาดสิทธิ ยุติคดีและลบประวัติอาชญากรรมให้ผู้ได้รับนิรโทษกรรม แต่ยกเว้นคดีทุจริต ม.112 คดีทำให้ถึงแก่ความตาย และความผิดต่อเอกชน
วันนี้ (23 ส.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อกำหนดกลไกสร้างเสริมสังคมสันติสุขและจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา
สาระสำคัญของกฎหมาย กำหนดให้มีการนิรโทษกรรมแก่บุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง สำหรับการกระทำที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ตามฐานความผิดและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นไม่ให้ได้รับการนิรโทษกรรมในความผิดบางประเภท ได้แก่ ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 รวมถึงความผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำที่ผู้กระทำต้องรับผิดต่อบุคคลที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
สำหรับกลไกการดำเนินงาน พระราชบัญญัติกำหนดให้จัดตั้ง คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและวินิจฉัยว่าบุคคลหรือการกระทำใดเข้าหลักเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม รับเรื่องร้องขอ ออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดทำรายงานเสนอรัฐสภา
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนผลทางกฎหมาย กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรมพ้นจากความรับผิดทั้งทางอาญาและทางพินัย และไม่ถือว่าเป็นผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดดังกล่าว
หากคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาของพนักงานอัยการ ให้ยุติการดำเนินคดี ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ขณะที่ผู้ที่อยู่ระหว่างรับโทษให้ได้รับการปล่อยตัวทันทีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐยังต้องดำเนินการลบหรือแก้ไขประวัติอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยุติการดำเนินคดีแพ่งและการบังคับคดีในส่วนของการเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นสิทธิของหน่วยงานรัฐ
อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมดังกล่าว ไม่กระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว โดยยังสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ตามกฎหมาย
สำหรับกรณีผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หากเป็นความผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม โดยไม่รวมความผิดตามมาตรา 112 สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการจัดทำแผนแก้ไข บำบัด และฟื้นฟู เพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรืออาจนำไปสู่การสั่งยุติคดีได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ส่วนกรอบเวลาการทำงาน คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันประชุมครั้งแรก โดยสามารถขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
สำหรับบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ครอบคลุมความผิดหลายประเภทที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมือง อาทิ ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรบางมาตรา เช่น มาตรา 113 ในส่วนของการตระเตรียมหรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิด มาตรา 114 และมาตรา 116-118
รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายบางส่วน ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน ตลอดจนความผิดตามกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.อาวุธปืน
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมความผิดจากการฝ่าฝืนบรรดาประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตามเงื่อนไขและรายละเอียดที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ
การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้จึงถือเป็นการกำหนดกลไกทางกฎหมายเพื่อจัดการคดีที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลาราว 20 ปี โดยให้มีคณะกรรมการทำหน้าที่พิจารณาเป็นรายกรณี ขณะเดียวกันยังวางเส้นแบ่งชัดเจนสำหรับความผิดร้ายแรงและความผิดบางประเภทที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับการนิรโทษกรรม
สรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569
ช่วงเวลาและเงื่อนไขการนิรโทษกรรม:
นิรโทษกรรมให้แก่การกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ตามกฎหมายและฐานความผิดที่ระบุในบัญชีแนบท้าย
ข้อยกเว้นที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (มาตรา 3):
-ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
-ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
-ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 297)
-ความผิดต่อส่วนตัวหรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย/เฉพาะกลุ่ม
กลไกการดำเนินงาน (มาตรา 4 - 6):
จัดตั้ง "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" (มีนายกรัฐมนตรี/รองนายกฯ เป็นประธาน) มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรม รับเรื่องร้องขอ ออกระเบียบ และเสนอรายงานต่อสภา โดยคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุดและผูกพันหน่วยงานรัฐ
ผลทางกฎหมาย (มาตรา 7 - 9):
ให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย ไม่ถือว่าเคยต้องคำพิพากษาลงโทษ หากคดีอยู่ในชั้นสอบสวน/อัยการให้ยุติคดี หากอยู่ในชั้นศาลให้จำหน่ายคดี หากรับโทษอยู่ให้ปล่อยตัวทันที ให้หน่วยงานรัฐลบประวัติอาชญากรรม ยุติการดำเนินคดีแพ่งและการบังคับคดีชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะส่วนของหน่วยงานรัฐ
สิทธิทางแพ่งของเอกชน (มาตรา 10):
ไม่ตัดสิทธิบุคคลอื่น (ที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ) ที่ได้รับผลกระทบในการฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง
มาตรการสำหรับผู้เยาว์ (มาตรา 11):
กรณีผู้กระทำผิดอายุต่ำกว่า 18 ปี ในความผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (เว้น มาตรา 112) สามารถร้องขอให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาหรือสั่งยุติคดีได้
กรอบเวลาการทำงาน (มาตรา 12):
คณะกรรมการฯ ต้องดำเนินงานให้เสร็จภายใน 180 วันนับจากการประชุมครั้งแรก (ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน)
ขอบเขตความผิดตามบัญชีแนบท้าย (ตัวอย่างสำคัญ)
-ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ม. 113(1)(2) เฉพาะตระเตรียม/สมคบกบฏ, ม. 114, ม. 116 - 118)
-ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย (ม. 135/1 - 135/3 บางส่วน), ต่อเจ้าพนักงาน, ความสงบสุขของประชาชน, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์, ยุยงปลุกปั่น/ต่อสู้เจ้าพนักงาน
-ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และบรรดาประกาศ/คำสั่ง คสช. หรือ คปค.